เพื่อนๆ หลายคนน่าจะเคยเห็นการแจ้งเตือนว่า เว็บไซต์ที่เราเข้าไปมีการเชื่อมต่อที่ไม่เป็นการส่วนตัว ไม่สามารถเข้าเว็บไซต์นั้นได้ นั้นเพราะระบบรักษาความปลอดภัยของบราวเซอร์ตรวจพบว่าเว็บนั้นไม่ได้มีการติดตั้ง SSL Certificate นั่นเอง
SSL Certificate คืออะไร
SSL Certificate คือการเข้ารหัสข้อมูลที่รับส่งกันระหว่างผู้ใช้เว็บไซต์กับเว็บไซต์ ช่วยป้องกันข้อมูลไปถูกใช้งานจากแฮกเกอร์ ซึ่งสำคัญมากกับเว็บไซต์ที่มีการให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ เลขบัตรประชาชน วันเกิด ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรหัสบัตรเครดิต ซึ่งถ้าถูกดักจับไปใช้คงนึกภาพออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ใบรับรอง SSL Certificate นี้จะมีการต่ออายุเป็นรายปี เช่นเดียวกับการต่ออายุ โดเมนและโฮสติ้ง
แล้วเว็บไซต์ไหนปลอดภัย
เว็บที่มี SSL Certificate ให้เราคลิ๊กดู URL เต็มของของเว็บไซต์ ต้องขึ้นต้นด้วย https และมุมซ้ายบนจะมี icon เม็ดกลมๆ แล้วมีขีด 2 วางสลับกัน เมื่อคลิ๊กที่ icon จะแจ้งว่าการเชื่อมต่อปลอดภัยและดูข้อมูล SSL Certificate ได้
แต่ถ้าเว็บไซต์ไหนไม่มี SSL Certificate คลิ๊กดู URL เต็มก็จะขึ้นต้นด้วย http เมื่อเข้าไปจะไม่พบหน้าเว็บ แต่จะขึ้นข้อความว่า “your connect is not private” แสดงว่าเว็บไซต์นั้นไม่มี SSL Certificate หรือบางเว็บเข้าไปดูได้ แต่ขึ้นข้อความ “Not secure” ที่ด้านซ้ายของ URL ก็แสดงว่าไม่มี SSL Certificate เช่นกัน แนะนำให้ปิดไปจะดีกว่า
ประเภทและรูปแบบการใช้งานของ SSL Certificate
ใบรับรอง SSL แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
- Domain Validation SSL (DV SSL):
ราคาถูกที่สุด การขอไม่ยุ่งยาก สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป แค่รับรองความเป็นเจ้าของผ่านทางอีเมลล์เท่านั้น - Organization Validation SSL (OV SSL):
ราคาจะแพงกว่า DV SSL สำหรับบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์มากขึ้น เพราะการจะได้ใบรับรองประเภทนี้จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลบริษัทหรือองค์กรให้ครบถ้วน - Extended Validation SSL (EV SSL):
ราคาแพงที่สุด แต่มีความน่าเชื่อถือที่สุด เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่หรือ ธนาคาร สถาบันการเงิน ใบรับรองประเภทนี้ขอยากที่สุดเช่นกัน เพราะต้องตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือองค์กรอย่างละเอียดเพื่อที่จะได้มา
รูปแบบการใช้งานของ SSL ก็จะมี 3 ประเภทเช่นกัน
- Single domain:
รับรอง 1 โดเมน โดยรับรองเฉพาะโดเมนหลักหลักที่ขอไว้เท่านั้น (www) ไม่รับรอง Subdomain - Wildcard:
รองรับ 1 โดเมน โดยรับรองทั้งโดเมนหลักและ subdomain ด้วย - Multi-domain (SAN):
รองรับได้หลายโดเมน ครอบคลุมทั้งโดเมนหลักและ Subdomain จะคุ้มค่ากรณีที่เป็นเจ้าของหลายโดเมน แต่โดเมนต้องผ่านการตรวจสอบ
แผนผังแสดงถึงรูปแบบและประเภทการใช้งานของ SSL Certificate
* SSL Let’s Encrypt ใน Share hosting มักไม่สามารถเลือกแบบ Multi-domain ได้
SSL ป้องกัน Hacker ได้อย่างไร
ทุกวันในโลกอินเตอร์เน็ตจะมี Hacker คอยดักจับข้อมูลเป็นเรื่องปกติ SSL นั้น ทำให้ดักจับข้อมูลยากขึ้น เพราะมีการปกปิดทำให้ไม่สามารถอ่านได้ว่าข้อมูลชุดไหนเป็นอะไร และถึงจะถูกดักข้อมูลได้ Hacker จะต้องทำการถอดรหัสจากชุดข้อมูลที่ SSL Certificate เข้ารหัสไว้ โดยจะต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและเวลานาน ซึ่งยุ่งยากไม่คุ้มค่าสำหรับ Hacker
SSL Certificate ฟรี
สำหรับผู้ที่ต้องการประหยัด ปัจจุบันมีการออกใบรับรอง SSL แบบฟรี ซึ่งสามารถมาติดตั้งเองหรือสอบถามผู้ให้บริการ Hosting เพื่อให้เขาช่วยติดตั้งได้ เรียกว่า SSL Let’s Encrypt การขอไม่ยุ่งยากอะไรด้วย แต่มีข้อเสียคือ จะมีอายุแค่ 90 วัน เมื่อครบกำหนดต้องขอใบรับรองใหม่



Pingback: การสร้างเว็บไซต์มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง Goodwebeasy รับสร้างเว็บไซต์